บทเพลงจาก ทู เงียม
นำเรื่อง
เปลวไฟสีส้มแดงได้ลุกโพลงขึ้น รัศมีเจิดจ้าของมัน
ดูเหมือนจะข่มแสงอาทิตย์ยามเช้าให้มัวหม่นลง
เปลวไฟสีส้มแดงดูเรืองรองยิ่งนัก ร้อนแรงยิ่งนัก และรุ่งโรจน์นักด้วย
เปลวไฟได้ลุกโพรงขึ้น ณ ระเบียง ของวัด ทูเงียม ในเช้าของวัน วิสาขบูชา
ซึ่งตรงกับวันที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ.2510 เมื่อแม่ชีในวัดแลเห็นเปลวไฟ
และวิ่งออกมาดู ฟาน ทิ มาย ( หรือ อีกชื่อหนึ่งว่า นัท ชิ มาย ) ได้สิ้นชีวิตเสียแล้ว
เธอจากไปในกองไฟอย่างสงบ ในท่านั่งขัดสมาธิ หลับตาพริ้ม ใบหน้าเรียบ
เธอได้พบความเย็นชุ่มฉ่ำจากความร้อนแรงแห่งอัคคี
นัท ชิ มาย เป็นผู้หญิงที่ได้ร่วมต่อสู้เพื่อสันติภาพ ในขบวนการ
ชาวพุทธในเวียตนาม ทั้งได้เคยร่วมงานในโรงเรียน เยาวชน
เพื่อการบริการสังคมอีกด้วย สงครามเวียตนามได้ทำลายล้าง
ทุกสิ่งทุกอย่าง ชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งความหวังของมนุษย์ ความสงบสุข
และ ศีลธรรมจรรยาก็ได้หมดสิ้นไปในสงครามอันป่าเถื่อนดุร้ายนี้ด้วย
และนี่เป็นภาระที่ขบวนการชาวพุทธได้พยายามบูรณะและฟื้นฟู
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สงครามได้ทำลายล้างให้กลับคืนมา รวมทั้งการ
หยิบยื่นความหวังใหม่ๆให้แก่ชีวิตด้วย
เป็นการยากที่เราจะเข้าใจถึงความรุ้สึกของผู้ที่ได้ร่วมอยู่ในสถานการณ์
เช่นเวียตนาม นัท ชื มาย ได้มีสัมพันธ์อันลึกซึ้ง และเมตตา
ที่หยั่งลึกลงไปถึงความทุกข์ทรมานของเพื่อนร่วมชาติของเธอ
ดวงใจของเธอต้องเจ็บปวดรวดร้าวทุกครั้งที่ได้ ยินเสียงปืน
ธารเลือดและน้ำตา เธอไม่ปารถนาให้ใครฆ่าใคร
ไม่ปรารถนาให้ใครมาเกลียดชังใคร เพียงเพราะคำว่ารักประชาชน
เธอเพียงแต่หวังให้สงครามยุติโดยเร็ว ให้การประหัตประหารยุติลง
ให้สันติสุขคืนมา ให้ประชาชาติได้รับการเช็ดน้ำตา และเยียวยาบำบัด
เธอแน่ใจว่ามนุษย์ยังความรักและ เมตตากรุณาอยู่
แต่เธอยังสงสัยนักว่าเขาเอาไปซ่อนไว้ที่ใด
และแล้วเธอก็ได้ทำการค้นหาสิ่งนั้น
เปลวไฟได้เปิดเผยความรักและความกรุณาของ นัท ชิ มาย ออกมา
และ แผ่กระจายครอบคลุมออกไปทุกทิศทาง ประชาชนชาวเวียดนาม
และ คนทั่วโลกได้รับรู้ถึงการอุทิศตัวเพื่อสันติภาพ ในครั้งนี้
และนี่เองที่ดวงไฟแห่งความรักได้ถูกจุดขึ้นในดวงใจของเขาเหล่านั้น
คนเป็นจำนวนมากทั้งที่เป็นชาวเวียดนามและคนต่างชาติ
ได้อุทิศคนเพื่อสันติภาพในเวียตนามอย่างจริงจัง
เขาได้เข้าร่วมในทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ และนี้เองที่ นัท ชิ มาย
ได้ค้นพบความรัก ที่ซ่อนเร้นปิดบังอยู่ในหัวใจของผู้คนแล้ว
สำหรับชาวเราแล้ว เป็นการยากยิ่งที่จะเข้าใจการกระทำของเธอ
เราอาจจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่โง่เขลา เป็นสิ่งไร้สาระ
แต่สำหรับ นัท ขิ มาย เองแล้ว สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จริงจังยิ่ง
เธอได้เอาสิ่งที่เธอมีอยู่และคิดว่ามีคุณค่าที่สุด
ออกแลกกับสันติภาพ และ ความ เข้าอกเข้าใจ กัน
ในระหว่างมวลมนุษย์ เธอจากไปด้วยอาการอันสงบ
ด้วยอาการแห่งความรัก และ ความหวัง
เธอได้จากไปแล้ว แต่การตายของเธอกลับเป็น
การเริ่มต้นของชีวิตใหม่ เธอจากไปเพื่อที่จะคงนิรันดร
เธอไม่ได้ตายไปเลย เธอยังอยู่ที่นี่ เป็นอมตะอยู่ในหัวใจ
ของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม และ ทุกครั้งที่วันวิสาขบูชาเวียนมาถึง
เราจะระลึกถึงเธอด้วยดวงใจแห่งความรัก
บทเพลงจาก ทูเงียม นี้ ท่าน ติช นัท ฮันห์
พระญวนซึ่งเป็นผู้กับชิดกับ นัท เงียม นี้ ได้บรรจงเขียนไว้
เป็นการแสดงถึงความรู้สึก ของเธอในวันก่อนจะเผาตัว
ซึ่งถ้าเราถาม ท่าน นัท ฮันห์ " รู้ได้อย่างไร ในความรู้สึกของคนอื่น"
ท่าน นัท ฮันห์ ก็จะตอบแก่เราว่า "เธอไม่ทราบหรอกหรือว่า นัท ชิ มาย
เป็นผู้เขียนบทเพลงจาก ทูเงียม ขึ้นเอง เธอ รู้สึกเอง และ เขียนเอง
ผ่านปลายปากกาออกมาเป็นตัวอักษร เพียงแต่มาขอยืมมือของ
ฉันเท่านั้น "และ นี่เป็นของขวัญชิ้นพิเศษ ที่ท่าน นัท ฮันห์ และ
นัท ชิ มาย ได้หยิบ ยื่นให้แก่เราในวันวิสาขบูชา santipap.com
บทเพลง
ดวงตะวันส่องแสงในเช้านี้
โอ จักรวาล ฉันใคร่จะโอบกอด
เธอไว้ในวงแขนฉัน ในยี่สิบชั่วโมงข้างหน้านี้
ฉันจักไม่ได้อาศัยอยู่บนพสุธาแห่งนี้อีกแล้ว
ฉันจะอุทิศร่างให้กองไฟ
ดวงตะวันส่องแสงในเช้านี้
โอ มาตุภูมิ โอ พิภพโอ ห้วงจักรวาล
ชีวิตช่างงดงามกระไรนี่
ฉันปารถนาจะอยู่กับเธอ ฉันเฝ้าทะนุถนอมเธอ
ฉันจะไม่นำอะไรติดตัวไป แม้กระทั่งใบไม้สักใบ
หรือแม้กระทั้งก้อนกรอดสักก้อน
ด้วยใบไม้ แต่ละใบ และ ก้อนกรวดแต่ละก้อนนั้น
ช่างมีค่าเสียนี่กระไร
ฉันลืมตาขึ้นในเช้านี้ เอ ฉันหลับไปจริงๆหรือนี่
น่าขันจริง ฉันนอนหลับปุ๋ย อย่างกับเด็กเล็กๆ
ราวกับผู้ที่ไม่มีความทุกข์ร้อนในโลก
มือของฉันจ๊ะ เธอจะเป็นผู้จุดกองไฟในเช้าวันพรุ่งนี้
ได้หรือเปล่านะ ฉันยกมือขึ้นจับแก้ม
มือที่น่ารัก
เธอเป็นผู้ช่วยเหลือที่ซื่อสัตย์
เธอห่อขนมหวาน เธอถือชอล์ค
เธอเย็บปักไหม เธอหวีสางผมเด็กกำพร้า
ฉันลืมตาขึ้นในเช้านี้ ฉันใคร่จะมีชีวิตอยู่
ฉันใคร่จะมีชีวิตอยู่นิรันดร
เมื่อฟ้าสางสีทองแล้ว เช้าที่แจ่มใสก็มาถึง
แต่ละวัน ที่ชีวิตเริ่มต้น ประดุจดัง
แผ่นกระดาษขาวสะอาดที่รอคอยการขีดเขียน
ทำไมห้วงจักรวาล จึงน่ามหัศจรรย์นักละหรือ
เพราะว่าฉันกำลังจะจบชีวิตลงละหรือ
เพราะว่าฉันได้ลืมตาขึ้นละหรือ
โอ ดวงดาราที่แสนไกล ดวงดาราที่แสนไกล
ฉันลุกตื่นขึ้นในเช้านี้ ฉันล้างหน้าด้วยน้ำเย็น
ฉันใคร่จะเป็นปลาตัวน้อย
ฉันลุกตื่นขึ้นในเช้านี้ ฉันเปิดหน้าต่าง
รับอากาศบริสุทธิ์ และ ชื่นชมกับท้องฟ้า
อันงดงามหาที่ติมิได้ ฉันใคร่จะโผบินในท้องฟ้า
ฉันใคร่จะเป็นนกตัวน้อย
ฉันลุกตื่นขึ้นในเช้านี้ ดูซิ
วงดุริยางค์ของนักเรียนตัวน้อยน้อย
ส่งเสียงอันเจื้อยแจ้วราวกับฝูงนก
ก้าวไปข้างหน้าเถิดหนูน้อย
ก้าวไปให้ถึงขอบฟ้าแห่งสันติสุข
ที่ซึ่งไม่มีความทุกข์ ไม่มีการประหัตประหาร
ฉันนำร่างของฉันหนุนเนื่องเธอไว้
เพื่อช่วยดับไฟและห้ามเลือด
ก้าวไปก่อนเถิดเธอทั้งหลาย
เบื้องหลังเธอนั้น ขุนเขากำแพงสูงและป่าไม้
จะถาโถมกันช่วยดับไฟและห้ามเลือด
เบื้องบนของเรานั้น ทั้งพี่สาวและพี่ชาย
ทั้งครูของเธอต่างรอคอยเธออยู่
บางวัน ผีเสื้อจะกระพือปีกอันน้อย
เข้าไปในห้องเรียน และ
เหล่ากุหลาบที่เกี่ยวพันอยู่กับหน้าต่างโรงเรียน
จะโปรยปรายความสดชื่นด้วยกลิ่นระรื่นอันมีเสน่ห์
ขนมหวานจะถูกลอบยื่นให้แก่กันและกันใต้โต๊ะเรียน
พี่ชายของฉันจะอมยิ้ม
เพราะรู้เท่าทันเด็กเด็ก
เธอจะอ่านบทเรียนด้วยสำเนียงทางใต้
และทุกครั้งที่เด็กเด็กเขียนเครื่องหมาย
ออกเสียงหนักเบาผิดไป
เธอก็เพียงแต่หักคะแนนเขาครึ่งหนึ่ง
ฉันชอบผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กเด็ก
ชอบดวงตาอันประกายของเธอ
ชอบจมูกที่โด่งยื่นของเธอ
เบื้องล่าง บนท้องถนนเนืองแน่นด้วยฝูงชน
เธอคิดไปต่างต่างนานา
ลุงจ๋า ป้าจ๋า และ พี่ชายที่รัก
ทำไมถึงดูกังวลเช่นนั้นเล่า
พี่สาวที่รัก ทำไมถึงดูเศร้าหมองเช่นนั้น
เราต่างก็มีความห่วงกังวลของตนเอง
และต่างก็มีพันธะที่จะติดตามภาระอันนั้น
ฉันก็เช่นกัน ไปตามทางของฉัน ไปคนเดียว
ฉันหยั่งจมลงใต้พื้นดิน
แต่ฉันกับเดินเหินอยู่เหนือพื้นแผ่นดิน
ฉันยังคงอยู่ที่นี่ แม้ว่าฉันได้จากไปแล้ว
ในยี่สิบชั่วโมงข้างหน้านี้
ฉันไม่เชื่อฟังคำตัดสินของใครอื่นอีกแล้ว
แต่ฉันไม่ได้หงอยเหงานะ
ฉันไม่ได้หงอยเหงาเลย
เพื่อนของฉัน ประชาชนของฉัน
พี่น้องของฉัน ฉันรักเธอ
ฉันรักพื้นแผ่นดินของเรา
ดูซิ หยาดน้ำตาฉันไหลริน
ฉันโค้งหัวลงมา
เพื่อซับหยาดน้ำตาด้วยแขนเสี้อ
ฉันจะต้องยิ้มเพื่อลบใบหน้าที่แดงระเรื่อนั้น
ความรักที่ฉันมีต่อเธอ
ด้วยอาลัยอาวรณ์ในตัวเธอ
ใช่ซิ เพียงคนเดียว
ฉันจะต้องไปคนเดียว
เพื่อนรัก ให้ฉันไปแต่เดี๋ยวนี้เถิด
อย่าได้ขึ้งโกรธฉันเลย
โปรดอย่าใกล้ฉันในตอนเช้านี้เลย
เพื่อฉันจะได้บรรลุถึงปฏิญญาของฉัน
ฉันใคร่ จะโอบกอดเธอทีละคนทีละคน
แล้วร่ำไห้ แต่นั้นกลับจะทำลายทุกสิ่งสิ้น
หยาดน้ำตาจะทำให้
ความตั้งใจของฉันอ่อนปวกเปียก
อภัยฉันเถิด เพื่อนที่รัก
อภัยให้ลูกสาวคนนี้เถิด คุณพ่อขา
คุณแม่ขา พี่น้องและผู้ที่ฉันรักทั้งหลาย
อภัยฉันเถิด
แม่น้ำจ๋า ฉันยังจดจำนิทานของเธอได้ดี
ให้ฉันได้พายสำปั้นลำน้อยเถิด
แล้วฉันจะได้ยินเสียงระริกระรี้ของ
คลื่นสีน้ำเงินในยามเช้าและพลบค่ำ
สะพาน ทีออง หล่าน
หมู่เรือที่บรรทุกไหน้ำปลาจนเพียบแปร้
พวกผู้หญิงขายหมากผล
ริมฝีปากเธอยังเปื้อนน้ำหมากอยู่
ผมของเธอถักเปียยาว
แผ่นดินของเราช่างงดงามแท้แท้
ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ที่ขึ้นระดะ
กอไผ่ที่ขนัดแน่น
สวนผลหมากที่อุดม
ใบพลูที่เลื้อยขึ้นสูง
ฝั่งแม่น้ำที่คุ้นเคย
ฉันใคร่จะหันหลังกลับ
แต่ทว่า ถ้าทำเช่นนั้น
ฉันจะไม่ได้พบมาตุภูมิของเราอีกเลย
มาตุภูมิที่รัก
ฉันหยั่งรู้เธอด้วยฝีเท้าของฉัน
มาตุภูมิที่รัก
เธอถูกทำร้ายด้วยระเบิดและลูกปืน
ฉันสวดภาวนาให้กับสวนที่เขียวขจีของเธอ
สวดให้กับผลเชอรี่ที่ชูช่อ
และต้นกระบองเพรชหน้าประตูสวนของเรา
ฉันประนมมือเพื่อสวดภาวนาและอ้อนวอน
ฉันพร้อมที่จะรับเปลวไฟ
ให้ฉันได้ชื่นชมนครและบ้านเมืองเรา
เป็นครั้งสุดท้าย
ให้ฉันได้ชื่นชมท้องฟ้า สายน้ำต้นไม้
และต้นหญ้าเป็นครั้งสุดท้าย
ให้ฉันได้ชื่นชมดวงจันทร์ ดวงดาว
ให้ฉันได้ชื่นชมประชาชนของเรา
ลุงป้า พี่น้อง ผู้เฒ่า หนุ่มสาว ให้ฉันได้ชื่นชม
ผู้คน พูดคุยและ หัวเราะ อย่างมีความสุข
ให้ฉันได้โอบกอดทุกทุกคน
ด้วยวงแขนอันน้อยของฉัน
และ ฉันได้เห็นแล้ว ชื่นชมแล้ว
พี่น้องทั้งหลาย
ฉันกำลังจากเธอไป แต่วางใจเถิดว่า
ฉันยังคงอยู่กับเธอเสมอ
เช้าวันพรุ่งนี้ เมื่อดวงตะวันทอแสง
เธอจะได้รับบทกวีของฉัน
|