ประชาธิปไตย

ความหมายของคำว่าประชาธิปไตย
ประธานาธิบดีลินคอล์น บอกว่าหมายถึง การปกครองของประชาชนโดยประชาชนและเพื่อประชาชน
A.Ranny ; รูปแบบการปกครองหนึ่งซึ่งจัดระบบการปกครองตามหลักการที่ยึดถือหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน ความเสมอภาคทางการเมือง การรับฟังความเห็นจากประชาชน และการปกครองโดยเสียงข้างมาก
R.A.Dahl; ระบบการเมืองซึ่งให้โอกาสแก่พลเมืองธรรมดาสามัญในการควบคุมผู้นำของตนได้ในอัตราสูง
R.M.Mac Iver; เป็นรูปแบบการปกครองและวิถีชีวิต
C.E. Merriam; เป็นแนวความคิดและการปฏิบัติที่มุ่งไปสู่ความผาสุกร่วมกันของประชาชน โดยมีเจตนาร่วมกันของประชาชนเป็นเครื่องนำทาง
 
   

“ประชาธิปไตย” เบื้องต้นสำหรับสามัญชน

  โดย ปรีดี พนมยงค์



-๑-

ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย”

คำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน
กับคำว่า ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่

คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”

ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”

ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็นที่
ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน”
อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ
สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่
มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม
ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่
แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อย
ซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย
ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่ มนุษยชน
แบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย



-๒-

ความหมายของคำว่า “รัฐธรรมนูญ”

คำว่า “รัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วยคำว่า “รัฐ” หมายถึงบ้านเมืองหรือ
แผ่นดินกับคำว่า “ธรรมนูญ” หมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการ

รัฐธรรมนูญ จึงหมายถึงกฎหมายว่าด้วยระเบียบการปกครองแผ่นดินหรือรัฐ

บางครั้งเรียกกฎหมายชนิดนี้ว่า “ธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน” หรือ
“ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร” บางประเทศเรียกว่า “ธรรมนูญ”
ตามภาษาของเขาซึ่งแปลเป็นไทยว่า “กฎบัตร” และ
“กฎหมายวางระเบียบปกครองรัฐ”

มีผู้เข้าใจผิดว่าประเทศใดมีรัฐธรรมนูญ ประเทศนั้นก็มีการปกครองแบบประชาธิปไตย อันที่จริงนั้นรัฐธรรมนูญเป็นเพียงระเบียบการที่เขียนเป็นกฎหมาย
ว่าประเทศ (รัฐ) นั้น ๆ ปกครองกันแบบใด แทนที่จะปล่อยให้ผู้มีอำนาจปกครอง
กระทำตามความพอใจของตนโดยไม่มีข้อกำหนดไว้

รัฐธรรมนูญแต่ลำพังยังไม่เป็นแบบการปกครองประชาธิปไตยเสมอไป อาทิ
บางประเทศปกครองตามแบบเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญเผด็จการของตน เช่น
ประเทศอิตาลีสมัยมุสโสลินีที่เป็นจอมเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญ ประเทศสเปน
และโปรตุเกสปัจจุบันที่ปกครองแบบเผด็จการก็มีกฎหมายซึ่งมีลักษณะเป็นรัฐธรรมนูญที่กำหนดระเบียบการปกครองประเทศทั้งสองนั้นตามแบบเผด็จการ
รัฐบาลถนอมประภาสปกครองตามแบบเผด็จการก็มีรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า
“ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร”

ฉะนั้นต้องพิจารณารายละเอียดในตัวบทของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ
ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใดให้ถือมติปวงชนเป็นใหญ่และให้สิทธิของมนุษยชน
แก่ประชาชน รัฐธรรมนูญนั้นก็เป็นประชาธิปไตย ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับใด
ถือตามความเห็นชอบของอภิสิทธิ์ชนและจำกัดสิทธิมนุษยชน
ที่ประชาชนพึงมีได้ รัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย


 

ที่มา ส่วนหนึ่งจากเว็บไซท์  www.pridiinstitute.com

   

 


ความหมายตามศัพท์
ประชาธิปไตยมาจากคำว่า ประชา และอธิปไตย ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า Democracy ซึ่งมาจาก
รากศัพท์ในภาษากรีกคือ Demos แปลว่า ประชาชน(people) กับ Kratisแปลว่า ปกครอง(to rule)
เมื่อรวมกันตามศัพท์แล้วก็แปลได้ว่า การปกครองโดยประชาชน

การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย จึงนับได้ว่าเป็นการปกครอง “ของประชาชน โดยประชาชน
และเพื่อประชาชน”

หลักการของประชาธิปไตย
เป็นระบบการเมืองที่สามารถให้สิ่งสำคัญ 2 ประการที่หาจากระบบอื่นได้ยากคือ
1.ความยุติธรรม เพราะระบบนี้จะไม่มีใคร หรือกลุ่มคนใดจะเข้มแข็งหรือมีอำนาจมากล้นจน
จะกดขี่หรือรังแกผู้อื่นได้ตลอดไป
2.ความสุขและความพอใจ เพราะทุกคนในระบบนี้สามารถจะวินิจฉัยได้ด้วยตนเองว่าอะไรคือ
ผลประโยชน์ของตนเองและมีโอกาสที่จะแสวงหาสิ่งนั้นได้ตามความสามารถของตน
ดังจะเห็นได้ว่าหลักการสำคัญๆของประชาธิปไตยมีดังนี้
     1.หลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน (Popular Sovereignty) โดยถือว่าประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของ
อำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนสามารถแสดงออกซึ่งความเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยทั้งทางตรง
และทางอ้อม เช่น การออกเสียงประชามติ(referendum) และทางอ้อมเช่น การเลือกตั้งผู้แทน
     2.หลักการปกครองตนเอง (Self Government) โดยที่ประชาชนจะปกครองตนเอง
แต่ประชาชนทั้งหมดย่อมไม่สามารถเข้าไปทำหน้าที่นั้นได้จึงให้มีการปกครองตนเองผ่านระบบตัวแทน
     3.หลักเสียงข้างมากในการปกครองแต่ให้ความสำคัญและรักษาประโยชน์แก่ฝ่ายข้างน้อยด้วย
(Majority Rules with respects to Minority Rights) การใช้เสียงข้างมากเป็นหลักเพราะ
เสียงข้างมากเป็นเจตนารมณ์ทั่วไป(General Will) ของประชาชน และการที่จะให้ได้
เสียงเป็นเอกฉันท์นั้นเป็นไปได้ยากยาก เสียงข้างมากจึงหมายถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่
แต่ก็ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกคนแม้เป็นเสียงข้างน้อย
      4.หลักการปกครองโดยกฎหมาย (The Rule of Law) หรือหลัก “นิติธรรม” หมายถึง
การยึดกฎหมายเป็นหลักในการปกครอง บุคคลจะได้มาซึ่งสิทธิหรือเสียสิทธินั้นไปก็โดยที่
บัญญัติเป็นกฎหมายเท่านั้น
หลักการปกครองโดยกฎหมายนั้นต้องประกอบด้วยหลักการดังนี้
      4.1.กฎหมายต้องมีที่มาที่ชอบธรรม กฎหมายที่ชอบธรรมต้องมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ
ที่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชน
      4.2.การบังคับใช้กฎหมายจะต้องเสมอภาคและเท่าเทียมกัน
      4.3.ประชาชนต้องได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
      5.หลักความยินยอมเห็นชอบร่วมกัน (Consensus) หลักนี้ยึดความสมัครใจของประชาชนเป็นหลัก
ไม่นิยมการบังคับ รัฐบาลหรือผู้ปกครองจะปกครองได้ก็ต่อเมื่อได้รับมอบหมายจากประชาชนแล้วเท่านั้น รัฐบาลจะกระทำในสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่เสียประโยชน์ต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนก่อน
      6.หลักที่ว่ารัฐที่ดีต้องมีอำนาจจำกัด (The Least Government is The Best Government)
จึงต้องมีการกำหนดขอบเขตอำนาจของรัฐไว้ เช่น หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ
(Checks and Balances) โดยให้อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการต่างมีอิสระแก่กัน
สามารถตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ เพื่อป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต
      7.หลักความเสมอภาค (Equality) ถือว่าทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน มีส่วนร่วม
ทางการเมืองเท่าเทียมกัน
      8.หลักการใช้เหตุผล (Rationality) เชื่อว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ฉลาดและมีเหตุผล จึงเปิดโอกาสให้
ชี้แจงแสดงเหตุผลกันได้อย่างกว้างขวาง ให้มีการประชุมปรึกษา ให้มีการโต้เถียง ให้มีการอภิปราย
แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้ได้มาซึ่งเหตุผลและข้อสรุป แต่เมื่อปรากฏว่าต่างฝ่ายต่าง
มีเหตุผลพอๆกันก็อาจต้องตัดสินด้วยวิธีการใช้เสียงข้างมากต่อไป
      9.หลักความหลากหลาย (Diversity) มีการยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน เช่น
การให้มีพรรคการเมืองมากกว่าหนึ่งพรรค การรวมตัวได้อย่างอิสระของกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ
      10.หลักการมองโลกในแง่ดี (Optimistic) ประชาธิปไตยเชื่อว่า มนุษย์แต่ละคนมีความดี
อยู่ในตนเอง มีคุณค่าในตัวเอง เกิดมาเป็นคนดี ดังนั้นรัฐบาลจึงไม่จำเป็นที่จะต้องควบคุมมากเกินไป
       11.หลักเสรีภาพ (Freedom) ถือว่ามนุษย์มีอิสระในการคิด การเรียนรู้ อันจะสามารถ
ทำให้มนุษย์สามารถแสดงออกซึ่งปัญญาและเหตุผล รวมทั้งพัฒนาตนเองได้ แต่ทั้งนี้การใช้เสรีภาพ
ของแต่ละบุคคลนั้นต้องไม่ละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นด้วย
       12.หลักความสำคัญของวิธีการ (Means) โดยถือว่าวิธีการนั้นมีความสำคัญเท่ากับ
จุดหมายปลายทาง (ends) เพราะถือว่าวิธีการที่จะไปสู่จุดหมายปลายทางนั้นมีหลายวิธีตามสภาพ
สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม วิธีการที่ดีย่อมนำสู่จุดหมายที่ดี

 

 ดูข้อมูลเพิ่มเติม
 
  “ประชาธิปไตย”  เบื้องต้นสำหรับสามัญชน ปรีดี พนมยงค์
  วิถีพีเดีย

 

 

 

 

ดูข้อมูล เผด็จการ



 




www.santipap.com
webmaster@santipap.com