การส่งเสริมสันติวิธี

สันติวิธี
      คือวิธีการจัดการกับความขัดแย้งวิธีหนึ่ง การใช้สันติวิธีมีเหตุผลสำคัญตรงที่ว่า เป็นวิธีการ
ที่น่าจะมีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งระยะสั้นระยะยาว ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ผิดกับ
การใช้ความรุนแรง ซึ่งทุกฝ่ายอ้างว่าเป็นวิธีการสุดท้าย ซึ่งบางกรณีสามารถบรรลุผล
ในระยะสั้นเป็นรูปธรรมชัดเจน แต่หากความขัดแย้งดำรงอยู่เพียงแต่ถูกกดไว้
โอกาสที่จะเกิดความรุนแรงในระยะยาวย่อมมีอยู่ ส่วนในทางนามธรรม เช่น ความเข้าใจอันดี
ความสามัคคีปรองดอง นั้นย่อมเกิดขึ้นได้ยากด้วยวิถีความรุนแรง
   บางคนมองสันติวิธีในลักษณะปฏิสัมพันธ์เชิงอำนาจ เช่น  การใช้ปฏิบัติการไร้ความรุนแรง
เพื่อให้รัฐหรือผู้มีอำนาจเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือพฤติกรรมบางคนใช้สันติวิธี เพราะ
ความเชื่อว่าจะให้ผลที่ยั่งยืนและเป็นไปตามหลักจริยธรรม  หรือ ศาสนธรรม บางคนใช้สันติวิธี
ตามหลักการบริหารเพื่อลดความขัดแย้ง ไปใส่รูปแบบอื่นที่จะจัดการได้ดีกว่า โดยไม่ใช้
ความรุนแรง

 ลักษณะสำคัญของสันติวิธี
คือ ไม่ใช่วิธีที่เฉื่อยชาหรือยอมจำนน หากเป็นวิธีที่ขันแข็งและต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์
ไม่ใช่ยุทธวิธีที่เลือกใช้ในบางโอกาส หากเป็นยุทธศาสตร์ที่ปฏิบัติได้อย่าสม่ำเสมอ
เป็นสัจธรรมที่น่าเชื่อถือไม่ใช่วิธีที่ดีในเชิงกระบวนการเท่านั้น หากเป็นวิธีที่หวังผล
ที่กลมกลืนกับวิธีการด้วย

ความขัดแย้ง
   เราน่าจะใช้สันติวิธีเพื่อจัดการความขัดแย้งใน 3 วิธี ด้วยกันคือ
- ป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้ง
  สร้างสันติในใจของทุกคน ได้แก่การส่งเสริม สันติวัฒนธรรม
  ขันติธรรม ความผ่อนปรน การลดอคติ การเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และ
  สิทธิมนุษยชน เป็นต้น   
- แก้ไขความขัดแย้ง 
  เมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น คู่กรณีมักคิดว่าตนถูก และ อีกฝ่ายผิด
  ในกรณีนี้ ความยุติธรรม หมายถึง การพิสูจน์ว่าใครผิดใครถูก โดยพึ่งศาลยุติธรรม
  หรือศาลอื่นๆ หรือพึ่งการไกล่เกลี่ยโดยศาล  หรือพึ่ง อนุญาตุลาการ หรือ พึ่งการไกล่เกลี่ย
  โดยผู้มีอำนาจที่คู่กรณียอมรับ อย่างไรก็ดี บางคู่กรณีอาจยอมรับว่าไม่มีใครผิดถูก
  โดยสัมบูรณ์ กรณีเช่นนี้ สามารถคลี่คลายความขัดแย้งไปสู่การ ชนะ-ชนะด้วยกัน
  ทั้งสองฝ่าย  วิธีการคลี่คลายนั้นอาจเป็นการเจรจากันโดยตรง หรือ ฝ่ายที่สามมา
  ช่วยทำให้ คู่กรณีออกจากตำแหน่ง หรือ จุดที่ยืนอยู่ ไปสู่พื้นที่การรับรู้ใหม่ที่สามารถ
  เจรจาแบบถ้อยทีถ้อยปฏิบัติต่อกันได้    
- เยียวยาหรือติดตามผลความขัดแย้ง
  เยียวยาผู้แพ้ด้วยความใจกว้างของผู้ชนะ หรือ การเยียวยาซึ่งกันและกัน
  เพื่อให้เกิดการคืนดี หรือ คืนสันติสู่จิตใจ ผลเสียที่เกิดจากความขัดแย้งจะได้หมดไป
  ภายหลังการแก้ไขความขัดแย้งแล้ว ตลอดจนปฏิบัติตามข้อตกลงและขจัดเงื่อนไข
  ความขัดแย้งให้บางเบา หรือ หมดไป
 
ระดับความขัดแย้ง
ขอจำแนกระดับความขัดแย้ง 3 ระดับดังนี้
-ระดับบุคล
  ความขัดแย้งภายในตัวบุคคล หมายถึงความขัดแย้งกับผู้อยู่ใกล้ชิด หรือมีปฏิสัมพันธ์ 
  ย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ หากไม่ระวังจะกลายเป็นคนโลเลอารมณ์โกรธง่าย ชอบทำร้ายตนเอง
  และผู้อื่น จนกลายเป็นอาชญากร หรือผู้มีจิตบกพร่องได้
-ระดับองค์กร
  ความขัดแย้งภายในองค์กรมักทำให้บุคคลในองค์กรขาดความสุข ความขัดแย้งระหว่าง
  เพื่อนร่วมงานทั้งในระดับเดียวกัน หรือ ต่างระดับ ทำให้ ทำงานอย่างไม่มีความสุข
  และย่อมกระทบต่อผลงาน  จึงเป็นความจำเป็นสำหรับองค์กรที่จะมีบุคคลผู้เที่ยงธรรม
  เพื่อทำหน้าที่รับฟังข้อคับข้องใจต่างๆ และเสนอแนะทางแก้ไขรวมทั้งระบบการสื่อสาร
  สองทางที่ดี และ ระบบการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และ การไกล่เกลี่ยด้วย
  อาจทำความตกลงในลักษณะของสัญญา หรือ บันทึกความเข้าใจ
-ระดับประเทศ
  ความขัดแย้งระหว่างชนกลุ่มต่างๆ ภายในประเทศอาจนำไปสู่การชุมนุม จลาจล
  หรือการเปลี่ยนแปลงอำนาจรัฐ หรือความรุนแรงขั้นสงครามการเมืองได้
  ในปัจจุบันที่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ความขัดแย้งภายในประเทศ
  อาจนำไปสู่ความรุนแรงเป็นครั้งคราวแต่ก็มีขอบเขตจำกัด  การเปลี่ยนอำนาจรัฐ
  ก็เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย อีกทั้งรัฐธรรมนูญ ยังกำหนดให้มีกลไกล
  และ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐด้วย ซึ่งนับได้ว่า
  เป็นมาตรการ ทางนิตินัย และ ทางสันติวิธี ในการแก้ไขความขัดแย้ง
  ส่วนในเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศ ก็ยังเกิดขึ้นตลอดเวลาแม้จะมีองค์กร
  เช่น องค์การสหประชาชาติ องค์กรการค้าโลก ฯลฯ อยู่ก็ตาม ประเทศที่แข็งแรงกว่า
  ก็ยังมีโอกาสจะใช้อำนาจ และ ความรุนแรงเข้าตัดสิน ซึ่งดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ
  ในระยะสั้น แต่อาจหว่านเพาะเชื้อแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้น ตามมาในอนาคต
 
กระบวนการส่งเสริมสันติวิธี
ในขั้นต้นเราควร เรามีความจำเป็นที่จะสร้างองค์กร ความรู้กับความขัดแย้งและสันติวิธี
ความขัดแย้งระดับบุคคลเป็นเรื่องที่ต้องศึกษาค้นคว้า โดยเฉพาะในทางจิตวิทยา
และ ระบบความเชื่อศรัทธา ความขัดแย้งระดับองค์กร ต้องการความรู้ในด้านวิทยากร
บริหารจัดการ ความขัดแย้งระดับประเทศ ย่อมต้องการความรู้ทางด้านสังคมวิทยาการเมือง
การเมืองและ กฎหมาย ระหว่างประเทศเป็นต้น เราจึงจำเป็นต้องศึกษาเรื่องสันติวิธี
อย่างจริงจัง เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลอันคุ้มค่า นั้นคือความสงบสุขของบุคคล
และสังคม และในการศึกษาเช่นนี้จะอาศัยตำราหรือทฤษฎีต่างประเทศได้เพียงบางส่วน
เท่านั้น เพราะสันติวิธีเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับบริบทของแต่ละสังคมด้วย

กลไกลส่งเสริมสันติวิธี
ทุกภาคของสังคมควรก่อตั้งกลไกลส่งเสริมสันติวิธี โดยทั่วไปเราอาจแบ่งสังคมเป็น
3 ภาค ได้แก่ภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชน และ ภาคประชาสังคม
  ในส่วนภาครัฐ หน่วยงานของรัฐพึงปฏิบัติตาม คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 187/2546
ลงวันที่ 1 กันยายน 2546 ซึ่งมีหลักการว่า "บรรทัดฐานการจัดการความขัดแย้ง
ต้องยึดมั่น"สันติวิธี"เป็นวิธีเดียวที่เป็นธรรม และสร้างความสงบสุขที่ยั่งยืน
โดยเริ่มต้นที่รัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐก่อน " คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีย่อมผูกพัน
ทุกหน่วยงานราชกาสร  องค์กรของรัฐแต่ละองค์กรย่อมมีภารกิจโดยตรงอยู่หลากหลาย
คงไม่สามารถศึกษาส่งเสริมสันติวิธีในฐานะที่เป็นภารกิจหลักได้ รัฐจึงควรจัดตั้งองค์กร
มหาชนอิสระ เพื่อทำหน้าที่ ส่งเสริมสันติวิธีโดยเฉพาะ
  ภาคธุรกิจเอกชนควรเอาใจใส่เรื่องการศึกษา และ ประยุกต์ใช้สันติวิธีอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะสันติวิธีในระดับองกรค์
   ภาคประชาสังคม ควรมีการตื่นตัว ปัจจุบันมี มูลนิธิ เช่น มูลนิธิสันติภาพและวัฒนธรรม
หรือมูลนิธิสันติภาพและการพัฒนา แต่ทำงานได้เพียงเล็กน้อยและอยู่ในวงที่แคบ
สังคมและรัฐควรให้ความสนับสนุนองค์กรในลักษณะนี้ ให้เกิดขึ้นมากๆ และเปิดโอกาให้
ทำงานแล้วทดสอบประสิทธิผล ความขัดแย้งบางประการเช่น ในระดับประเทศ
 
การส่งเสริมสันติวิธีเป็นเรื่องใกล้ตัว
เราอาจเริ่มการส่งเสริมสันติวิธีได้ไม่มากก็น้อยดังนี้
-เผยแพร่คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง"นโยบายการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี"
 อย่างกว้างขวาง
-ศึกษาและปาวารนาตนว่าจะยึดมั่นในสันติวิธี และเริ่มต้น ในระดับบุคคล และระดับองค์กร
-ศึกษากรณีความขัดแย้งระดับประเทศ สร้างกระแสความคิดให้ใช้กระบวนการสันติวิธี
 อย่างจริงจังเริ่มจากรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน  การแสวงหาการคลี่คลายปัญหา
 สู่การชนะ-ชนะด้วยกัน การคัดค้านความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นต้น
-เรียกร้องให้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระมหาชน หรือองค์กรกึ่งรัฐ ที่มีภาระกิจส่งสริมสันติวิธี
 โดยเฉพาะ
-สนับสนุนให้ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญด้านสันติวิธีในระดับภูมิภาค

สันติวิธีเป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อเริ่มปฏิบัติอย่างจริงจังก็หวังได้ว่าจะเกิดความสุขสงบในจิตใจ
ในบรรดาผู้ใกล้ชิด และ ในสังคมของเราในที่สุด 

 

 

        โดย รศ.ดร.โคทม อารียา
        ส่วนหนึ่งของบทความ    เอกสาร 30 ปี 14 ตุลา จดหมายข่าว ประชาชน หน้า23-25
        ฉบับที่ 3 วันที่ 1ตุลาคม 2546  

 

  


                              ภาพจากหนังสือดีเคค ฉบับที่ 14
                          พฤษภาคม-มิถุนายน 2535


 

www.santipap.com
webmaster@santipap.com